เมื่อค่าขนรวมทุกอย่าง แต่หลักฐานการนำเข้าไม่ชัดเจน
บริการขนส่งแบบเหมาช่วยให้การสั่งสินค้าจากต่างประเทศสะดวกขึ้น ผู้ซื้อส่งสินค้าเข้าโกดัง ชำระค่าบริการตามน้ำหนักหรือปริมาตร แล้วรอรับของในไทย โดยไม่ต้องติดต่อผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความสะดวกนั้นมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบไม่ได้ ผู้ซื้อรู้ว่าจ่ายค่าสินค้าและค่าขนให้ใคร แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้นำเข้า ใช้เอกสารชุดไหน หรือชำระอากรและภาษีอย่างไร พอสินค้าติดด่านหรือมีหนังสือขอตรวจเอกสาร คำว่า “รวมเคลียร์แล้ว” จึงตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ก่อนพิจารณาความเสี่ยง ต้องแยกก่อนว่าธุรกิจกำลัง นำเข้าสินค้าโดยว่าจ้างผู้ให้บริการดำเนินการแทน หรือ ซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศไทยที่นำเข้ามาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง เพราะสถานะ หน้าที่ และเอกสารที่ควรได้รับต่างกัน ไม่ควรตัดสินจากชื่อแพ็กเกจขนส่งเพียงอย่างเดียว
กฎหมายกำหนดอะไรไว้กับการนำเข้าสินค้า
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 51 วางหลักเรื่องการยื่นใบขนให้ถูกต้องและการชำระอากรหรือวางประกัน ก่อนนำของออกจากอารักขาศุลกากร ทั้งนี้ การนำเข้าแต่ละประเภทอาจมีรายละเอียดพิธีการแตกต่างกัน ส่วนมาตรา 4 ให้นิยาม “ผู้นำของเข้า” ครอบคลุมมากกว่าคนที่กดส่งข้อมูลใบขน จึงต้องพิจารณาบทบาทและข้อเท็จจริงของผู้เกี่ยวข้องด้วย การว่าจ้างขนส่งหรือชิปปิ้งไม่ได้ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายของตนโอนไปให้อีกฝ่ายทั้งหมดโดยอัตโนมัติ อ่านได้จาก พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 กฎหมายยังเปิดทางให้ตรวจสอบหลังปล่อยสินค้า มาตรา 159 ให้อำนาจตรวจสถานประกอบการและข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายในเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนมาตรา 19 กำหนดกรอบการประเมินอากรโดยทั่วไปไว้สามปีนับจากวันที่ยื่นใบขน และมีเงื่อนไขขยายเวลาได้ หากมีเหตุจำเป็นหรือมีหลักฐานเรื่องเจตนาหลีกเลี่ยงอากร จึงไม่ควรสรุปว่า “พ้นสามปีแล้วปลอดภัยทุกกรณี” หรือ “ตรวจย้อนหลังสิบปีเหมือนกันทั้งหมด” เพราะอำนาจตรวจ การประเมิน และสิทธิเรียกเก็บอากรเป็นคนละเรื่องกัน ตาม มาตรา 19 เรื่องการประเมินอากร ในฝั่งสรรพากร การผ่านศุลกากรแล้วไม่ได้ยุติหน้าที่ด้านบัญชีและภาษีของธุรกิจ ประมวลรัษฎากรมีบทบัญญัติเรื่องการประเมิน VAT และการเรียกตรวจเอกสารในมาตรา 88, 88/3 และ 88/4 การซื้อสินค้า รายจ่าย และภาษีซื้อจึงต้องมีหลักฐานตามเงื่อนไขของภาษีแต่ละประเภท ไม่ใช่อาศัยเพียงข้อความจากผู้ให้บริการว่าราคารวมภาษีแล้ว ดู บทบัญญัติเรื่องการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มหากตรวจพบความผิด ความรับผิดไม่ได้มีเพียงภาษีที่ขาด
ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การสำแดงข้อมูลคลาดเคลื่อน การหลีกเลี่ยงอากร และการนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการ ไม่ใช่ความผิดเดียวกัน- ยื่นข้อมูลหรือเอกสารไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดในสาระที่กฎหมายระบุ อาจเข้าข่ายมาตรา 202 มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท
- นำของเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อาจเข้าข่ายมาตรา 242 มีโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับสี่เท่าของราคาของรวมอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของที่เกี่ยวกับความผิด
- นำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการเข้ามาโดยเจตนาหลีกเลี่ยงอากร อาจเข้าข่ายมาตรา 243 มีโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึงสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของ
ภาษีที่ชำระขาดมีการติดตามจริง แต่ต้องแยกจากคดีลักลอบนำเข้า
รายงานผลการดำเนินงานของกรมศุลกากร ปีงบประมาณ 2568 ระบุว่า โครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 40 ราย และมีผู้มาชำระค่าภาษีอากรที่ขาด 25 ราย แสดงให้เห็นว่าการกลับมาตรวจและชำระภาษีเพิ่มเติมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้จบทุกอย่างในวันที่สินค้าถูกปล่อย ตาม รายงานกรมศุลกากร ปีงบประมาณ 2568 หน้า 37 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นผลของโครงการรับชำระภาษีเพิ่มเติม ไม่ใช่สถิติจับกุม และไม่ได้ระบุว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นใช้บริการขนส่งจีนแบบเหมา จึงไม่ควรนำไปกล่าวว่าธุรกิจลักษณะนี้ถูกดำเนินคดีทั้งหมด สำหรับผู้ซื้อ ความเสี่ยงอาจปรากฏก่อนมีการประเมินภาษีด้วยซ้ำ เช่น กรณี ของติดด่านเกือบสองเดือนแต่ไม่มีใบขนสินค้า ซึ่งไม่สามารถระบุผู้นำเข้าและหลักฐานพิธีการได้จากเอกสารที่มี การแก้ปัญหาจึงเริ่มจากตามหาข้อมูลของล็อตนั้น ไม่ใช่รับปากว่าจะนำของออกได้ทันที
ตรวจให้รู้ว่าเอกสารขาด หรือการนำเข้ามีปัญหา
ควรเริ่มตรวจจากสินค้าที่ได้รับแล้วหนึ่งล็อต โดยรวบรวมเอกสารซื้อขาย การชำระเงิน และการขนส่งของล็อตเดียวกัน ก่อนติดตามหลักฐานจากผู้ให้บริการ
- เมื่อค่าขนรวมทุกอย่าง แต่หลักฐานการนำเข้าไม่ชัดเจน
- กฎหมายกำหนดอะไรไว้กับการนำเข้าสินค้า
- หากตรวจพบความผิด ความรับผิดไม่ได้มีเพียงภาษีที่ขาด
- ภาษีที่ชำระขาดมีการติดตามจริง แต่ต้องแยกจากคดีลักลอบนำเข้า
- ตรวจให้รู้ว่าเอกสารขาด หรือการนำเข้ามีปัญหา
- สาระสำคัญสำหรับผู้นำเข้า
- คำถามที่พบบ่อย
- ไม่แน่ใจว่าเอกสารนำเข้าครบหรือไม่ ให้ U:WENTI ช่วยดู
หลักฐานซื้อขายและชำระเงิน
ตรวจสอบเลข Invoice รายการสินค้า และหลักฐานชำระเงิน หากมีหลายคำสั่งซื้อหรือแบ่งชำระหลายครั้ง ควรระบุว่าแต่ละยอดเกี่ยวข้องกับคำสั่งซื้อใด
ข้อมูลการขนส่ง
เปรียบเทียบเลขติดตามหรือใบตราส่งกับสินค้าที่สั่งและวันที่ได้รับสินค้า หากยังระบุไม่ได้ว่าเป็นล็อตเดียวกัน ควรขอให้ผู้ให้บริการยืนยันเลขอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง
ผู้นำเข้าและหลักฐานพิธีการ
ขอให้ผู้ให้บริการระบุชื่อผู้นำเข้า เลขใบขนหรือหลักฐานพิธีการที่ใช้กับการนำเข้าประเภทนั้น และหลักฐานชำระภาษีที่เชื่อมโยงถึงล็อตดังกล่าว ไม่ควรถือว่าสำเนาใบขนเป็นของสินค้าล็อตนี้จากชื่อสินค้าที่คล้ายกันเพียงอย่างเดียว
ส่วนที่ยังไม่มีข้อมูลควรแยกไว้เพื่อติดตามเป็นรายข้อ หากเป็นการซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศไทย ต้องตรวจสอบเอกสารซื้อขายและบทบาทของผู้ขายก่อน ไม่ถือว่าผู้ซื้อเป็นผู้นำเข้าเองทุกกรณี
ถ้ามีใบขนอยู่แล้ว แต่ราคาหรือรายการสินค้าไม่ตรง ควรให้ผู้รับผิดชอบตรวจข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยเรื่อง ราคาซื้อขายและหลักฐานที่ศุลกากรขอเพิ่มเติม ซึ่งต้องดูทั้งยอดชำระจริง เงื่อนไขซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรแก้ Invoice ให้ตัวเลขตรงกับเอกสารอีกฉบับโดยไม่ตรงกับธุรกรรมจริง หากผู้ให้บริการไม่สามารถระบุผู้นำเข้าหรือแสดงหลักฐานพิธีการได้ ให้เก็บสัญญา ใบเสนอราคา หลักฐานชำระเงินและบทสนทนาไว้ครบ พร้อมนำข้อมูลปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากรและกฎหมาย ก่อนส่งสินค้าล็อตใหม่ด้วยรูปแบบเดิม ห้ามสร้างเอกสารหรือเปลี่ยนชื่อย้อนหลังให้ดูเหมือนมีธุรกรรมที่ไม่ได้เกิดขึ้น เมื่อได้รับหนังสือจากหน่วยงาน ควรตรวจว่าเป็นการขอเอกสาร การแจ้งข้อกล่าวหา หรือการแจ้งประเมิน เพราะขั้นตอนตอบกลับต่างกัน หากเป็นการแจ้งประเมินอากรและไม่เห็นด้วย มาตรา 37 กำหนดสิทธิอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้ง จึงไม่ควรปล่อยให้พ้นกำหนดระหว่างรอคำตอบจากผู้ให้บริการ ตาม พระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 37สาระสำคัญสำหรับผู้นำเข้า
- ขนส่งแบบเหมาไม่ใช่บริการผิดกฎหมายโดยตัวมันเอง ต้องตรวจวิธีนำเข้าและหลักฐานของแต่ละล็อต
- ไม่ได้รับใบขน ไม่เท่ากับไม่มีการยื่นใบขน แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องติดตามให้ชัด
- คำว่า “รวมภาษีแล้ว” ไม่ทดแทนหลักฐานว่าชำระภาษีของสินค้าใด ในนามใคร
- สินค้าถึงมือหรือขายไปแล้ว ยังอาจมีการตรวจสอบและประเมินภาษีภายหลัง
- ภาษีที่ขาด เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และโทษอาญามีเงื่อนไขต่างกัน ไม่ควรเหมารวม
- เมื่อพบปัญหา ให้รวบรวมหลักฐานจริงและดำเนินการตามขั้นตอน ไม่สร้างเอกสารย้อนหลัง
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ขนส่งจีนแบบเหมารวมภาษี ผิดกฎหมายหรือไม่?
ไม่เคยได้รับใบขน ต้องเริ่มขออะไรจากบริษัทขนส่ง?
ของมาถึงและขายไปแล้ว ยังถูกตรวจย้อนหลังได้ไหม?
บริษัทขนส่งบอกว่ารับผิดชอบภาษีทั้งหมด ผู้ซื้อยังต้องกังวลไหม?
ไม่แน่ใจว่าเอกสารนำเข้าครบหรือไม่ ให้ U:WENTI ช่วยดู
หากที่ผ่านมาใช้บริการขนส่งแบบรวมค่าใช้จ่าย แต่ยังไม่ทราบว่าสินค้านำเข้าในชื่อใคร ส่ง Invoice หลักฐานชำระเงิน ใบขนหรือใบตราส่งที่มี และข้อมูลจากผู้ให้บริการมาให้เราช่วยตรวจเบื้องต้นได้ U:WENTI จะช่วยแยกข้อมูลที่ยืนยันได้ เอกสารที่ยังขาด และขั้นตอนที่ควรดำเนินการต่อ หากมีประเด็นภาษีหรือคดี ต้องพิจารณาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ไม่สามารถรับรองผลการปล่อยสินค้าหรือผลคดีล่วงหน้าได้หมายเหตุข้อมูล: ตรวจแหล่งกฎหมายและข้อมูลราชการ ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569 บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป การพิจารณาความรับผิดและแนวทางดำเนินการต้องอาศัยข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละกรณี